“ดาวน์น้อย ผ่อนนาน” เป็นวลีคุ้นหูที่หลายคนมักพูดเล่นกันอยู่เสมอ และในอีกมุมหนึ่ง ก็ถือเป็น “สัจธรรม” ที่ผู้กู้เงินเพื่อซื้อบ้านหรือซื้อรถต่างเข้าใจดี เพราะยิ่งดาวน์น้อยเท่าไร จำนวนเงินกู้ที่ต้องผ่อนก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าแคมเปญสินเชื่อในปัจจุบันมักใช้คำว่า “ดาวน์ต่ำ” เป็นกลยุทธ์ดึงดูดให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อกันอย่างแพร่หลาย หลายโปรโมชั่นลดลงจนน่าตกใจ บางแห่งเสนอดาวน์ต่ำสุดถึง 0% ซึ่งก็เท่ากับว่าเรากำลังยื่นขอกู้เต็ม 100% ของมูลค่าบ้านหรือรถที่ต้องการซื้อ
วันนี้ เราไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าการดาวน์ต่ำหรือกู้เต็ม 100% เป็นเรื่องไม่ดี เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพร้อมและความเหมาะสมของผู้กู้แต่ละคน แต่เราต้องการชวนให้ผู้อ่านลองคิดและมองเห็นมุมสำคัญว่า… หากเราเตรียมตัวให้พร้อมมีเงินดาวน์เพียงพอก่อนยื่นกู้ จะส่งผลดีอย่างไรบ้าง?
CCAP จึงขอพามือใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่วงการสินเชื่อ มาทำความเข้าใจว่า “เงินดาวน์” คืออะไร และการมีเงินดาวน์ก่อนยื่นกู้ช่วยให้เราได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ติดตามได้ในบทความนี้ต่อ
เงินดาวน์คืออะไร?
เงินดาวน์ (Down Payment) คือเงินสดก้อนแรกที่ผู้ซื้อจะต้องชำระในวันที่ทำการขอกู้ยืมเงิน โดยทั่วไปมักคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์สินที่ต้องการซื้อ ซึ่งอัตราส่วนของเงินดาวน์นั้นจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แต่ละธนาคารกำหนด ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท และมีการกำหนดเงินดาวน์ไว้ที่ 10% นั่นหมายความว่าเราต้องเตรียมเงินดาวน์จำนวน 200,000 บาท ส่วนอีก 90% ที่เหลือ หรือคิดเป็นเงิน 1.8 ล้านบาท จะเป็นยอดวงเงินที่เรายื่นขอกู้จากธนาคาร ทั้งนี้ การวางเงินดาวน์ที่พบเห็นบ่อยที่สุดมักเกี่ยวข้องกับสองประเภท คือการกู้ซื้อรถและการกู้ซื้อบ้าน โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้
เงินดาวน์บ้าน
เงินดาวน์บ้าน คือเงินที่ผู้ซื้อต้องชำระให้กับโครงการหรือเจ้าของบ้านก่อนที่จะทำสัญญากู้สินเชื่อกับธนาคาร ซึ่งโดยทั่วไปผู้ขายจะกำหนดอัตราเงินดาวน์อยู่ระหว่าง 5–30% ของราคาบ้านหรือคอนโด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโครงการ รวมถึงประเภทของอสังหาริมทรัพย์ที่เลือกซื้อ
เงินดาวน์รถ
เงินดาวน์รถ คือเงินที่ผู้ซื้อต้องชำระให้กับดีลเลอร์หรือบริษัทรถยนต์ก่อนการยื่นขอสินเชื่อรถยนต์ โดยปกติผู้ขายมักกำหนดเงินดาวน์ไว้ประมาณ 10–40% ของราคารถ ซึ่งอัตรานี้อาจแตกต่างกันไปตามประเภทรถ รุ่นรถ รวมถึงนโยบายของผู้ผลิตหรือบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อแต่ละแห่ง
การชำระเงินดาวน์สำหรับบ้านและคอนโดสามารถทำได้ 2 รูปแบบหลัก โดยขึ้นอยู่กับสถานะของโครงการว่าเป็นโครงการที่กำลังก่อสร้าง หรือเป็นบ้านและคอนโดที่พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที
กรณีโครงการกำลังก่อสร้าง
หากเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ผู้ซื้อจะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายกับทางโครงการก่อน จากนั้นจึงชำระเงินดาวน์ตามเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน ซึ่งโดยทั่วไปผู้ซื้อสามารถเลือกผ่อนชำระเงินดาวน์เป็นงวด ๆ ได้ ระยะเวลาและจำนวนงวดของการผ่อนดาวน์อาจแตกต่างกันออกไปตามนโยบายของแต่ละโครงการ โดยมีความคืบหน้าของการก่อสร้างเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดเงื่อนไข
กรณีบ้านหรือคอนโดพร้อมอยู่
สำหรับบ้านหรือคอนโดที่สร้างเสร็จและพร้อมเข้าอยู่ ผู้ซื้อจะต้องชำระเงินดาวน์เต็มจำนวนในครั้งเดียว แล้วจึงดำเนินการยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เมื่อได้รับการอนุมัติสินเชื่อเรียบร้อย ผู้ซื้อก็สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันที และจะได้รับกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์เมื่อทำการผ่อนชำระสินเชื่อตามสัญญาครบถ้วน
หลายคนอาจมองว่าเงินดาวน์ก็เป็นเพียงเงินก้อนหนึ่งที่เราต้องควักกระเป๋าจ่ายเองเท่านั้น เช่น หากดาวน์ 200,000 บาท ก็เพียงแค่ทำให้ยอดกู้ลดลง 200,000 บาท แต่ในความเป็นจริงแล้ว “เงินดาวน์” มีประโยชน์ที่ลึกซึ้งและส่งผลดีต่อผู้กู้มากกว่านั้นอย่างชัดเจน
เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ “พลังของเงินดาวน์” มาลองดูตัวอย่างการกู้เงินทั้งกรณีซื้อบ้านและซื้อรถยนต์ที่มีมูลค่าเท่ากันคือ 1,000,000 บาท โดยเทียบระหว่าง ไม่มีเงินดาวน์ กับ มีเงินดาวน์ 10% หรือ 100,000 บาทๆ
กรณีสินเชื่อบ้าน (สมมติคำนวณด้วยอัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก 5.20% ตลอดอายุสัญญา)
กรณีสินเชื่อรถยนต์ (คำนวณด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.00% ต่อปี)
จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ชัดว่า “เงินดาวน์” ไม่ใช่เพียงเงินก้อนแรกที่ต้องจ่าย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้กู้ประหยัดดอกเบี้ย ลดภาระการผ่อน และปิดหนี้ได้เร็วขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะขอกู้แต่ยังไม่มีเงินดาวน์เพียงพอ
การเริ่มออมเงินในจำนวนเท่ากับค่างวดที่ตั้งใจจะผ่อนล่วงหน้า 6–12 เดือน ถือเป็นวิธีที่ดีในการทดสอบความพร้อม เมื่อทำได้จริง เงินที่เก็บสะสมก็สามารถนำไปใช้เป็นเงินดาวน์ได้ทันที
อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือการศึกษาเรื่องการรีไฟแนนซ์บ้าน เพราะเมื่อผ่อนครบประมาณ 3 ปี การรีไฟแนนซ์สามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้มาก และช่วยให้เป็นเจ้าของบ้านได้เร็วยิ่งขึ้น การวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้นจะช่วยให้คุณไม่ต้องติดอยู่ในภาวะ “ดาวน์น้อย ผ่อนนาน” และสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมั่นใจ
ท้ายที่สุดนี้ หากต้องการคำนวณวงเงินกู้หรือค่างวดผ่อนชำระเบื้องต้น สามารถทดลองประเมินได้จากผลิตภัณฑ์สินเชื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อบ้าน หรือ สินเชื่อรถยนต์ เพื่อช่วยวางแผนทางการเงินได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นและหากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินเชื่อ การเตรียมเงินดาวน์ หรือการบริหารภาระหนี้
สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ CCAP ที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพ กรุณาคลิกที่ Line Official Account @helloccap
คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz LINE ID: @helloccap เบอร์โทร: 092-256-6801
