“ดาวน์น้อย ผ่อนนาน” เป็นวลีคุ้นหูที่หลายคนมักพูดเล่นกันอยู่เสมอ และในอีกมุมหนึ่ง ก็ถือเป็น “สัจธรรม” ที่ผู้กู้เงินเพื่อซื้อบ้านหรือซื้อรถต่างเข้าใจดี เพราะยิ่งดาวน์น้อยเท่าไร จำนวนเงินกู้ที่ต้องผ่อนก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าแคมเปญสินเชื่อในปัจจุบันมักใช้คำว่า “ดาวน์ต่ำ” เป็นกลยุทธ์ดึงดูดให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อกันอย่างแพร่หลาย หลายโปรโมชั่นลดลงจนน่าตกใจ บางแห่งเสนอดาวน์ต่ำสุดถึง 0% ซึ่งก็เท่ากับว่าเรากำลังยื่นขอกู้เต็ม 100% ของมูลค่าบ้านหรือรถที่ต้องการซื้อ

วันนี้ เราไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าการดาวน์ต่ำหรือกู้เต็ม 100% เป็นเรื่องไม่ดี เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพร้อมและความเหมาะสมของผู้กู้แต่ละคน แต่เราต้องการชวนให้ผู้อ่านลองคิดและมองเห็นมุมสำคัญว่า… หากเราเตรียมตัวให้พร้อมมีเงินดาวน์เพียงพอก่อนยื่นกู้ จะส่งผลดีอย่างไรบ้าง?

CCAP จึงขอพามือใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่วงการสินเชื่อ มาทำความเข้าใจว่า “เงินดาวน์” คืออะไร และการมีเงินดาวน์ก่อนยื่นกู้ช่วยให้เราได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ติดตามได้ในบทความนี้ต่อ

เงินดาวน์คืออะไร?

เงินดาวน์ (Down Payment) คือเงินสดก้อนแรกที่ผู้ซื้อจะต้องชำระในวันที่ทำการขอกู้ยืมเงิน โดยทั่วไปมักคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์สินที่ต้องการซื้อ ซึ่งอัตราส่วนของเงินดาวน์นั้นจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แต่ละธนาคารกำหนด ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท และมีการกำหนดเงินดาวน์ไว้ที่ 10% นั่นหมายความว่าเราต้องเตรียมเงินดาวน์จำนวน 200,000 บาท ส่วนอีก 90% ที่เหลือ หรือคิดเป็นเงิน 1.8 ล้านบาท จะเป็นยอดวงเงินที่เรายื่นขอกู้จากธนาคาร ทั้งนี้ การวางเงินดาวน์ที่พบเห็นบ่อยที่สุดมักเกี่ยวข้องกับสองประเภท คือการกู้ซื้อรถและการกู้ซื้อบ้าน โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้

เงินดาวน์บ้าน

เงินดาวน์บ้าน คือเงินที่ผู้ซื้อต้องชำระให้กับโครงการหรือเจ้าของบ้านก่อนที่จะทำสัญญากู้สินเชื่อกับธนาคาร ซึ่งโดยทั่วไปผู้ขายจะกำหนดอัตราเงินดาวน์อยู่ระหว่าง 5–30% ของราคาบ้านหรือคอนโด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโครงการ รวมถึงประเภทของอสังหาริมทรัพย์ที่เลือกซื้อ

เงินดาวน์รถ

เงินดาวน์รถ คือเงินที่ผู้ซื้อต้องชำระให้กับดีลเลอร์หรือบริษัทรถยนต์ก่อนการยื่นขอสินเชื่อรถยนต์ โดยปกติผู้ขายมักกำหนดเงินดาวน์ไว้ประมาณ 10–40% ของราคารถ ซึ่งอัตรานี้อาจแตกต่างกันไปตามประเภทรถ รุ่นรถ รวมถึงนโยบายของผู้ผลิตหรือบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อแต่ละแห่ง

ลักษณะการจ่ายเงินดาวน์บ้านและคอนโดมีกี่แบบ

การชำระเงินดาวน์สำหรับบ้านและคอนโดสามารถทำได้ 2 รูปแบบหลัก โดยขึ้นอยู่กับสถานะของโครงการว่าเป็นโครงการที่กำลังก่อสร้าง หรือเป็นบ้านและคอนโดที่พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที

กรณีโครงการกำลังก่อสร้าง

หากเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ผู้ซื้อจะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายกับทางโครงการก่อน จากนั้นจึงชำระเงินดาวน์ตามเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน ซึ่งโดยทั่วไปผู้ซื้อสามารถเลือกผ่อนชำระเงินดาวน์เป็นงวด ๆ ได้ ระยะเวลาและจำนวนงวดของการผ่อนดาวน์อาจแตกต่างกันออกไปตามนโยบายของแต่ละโครงการ โดยมีความคืบหน้าของการก่อสร้างเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดเงื่อนไข

กรณีบ้านหรือคอนโดพร้อมอยู่

สำหรับบ้านหรือคอนโดที่สร้างเสร็จและพร้อมเข้าอยู่ ผู้ซื้อจะต้องชำระเงินดาวน์เต็มจำนวนในครั้งเดียว แล้วจึงดำเนินการยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เมื่อได้รับการอนุมัติสินเชื่อเรียบร้อย ผู้ซื้อก็สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันที และจะได้รับกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์เมื่อทำการผ่อนชำระสินเชื่อตามสัญญาครบถ้วน

มีเงินดาวน์แล้วดีอย่างไร?

หลายคนอาจมองว่าเงินดาวน์ก็เป็นเพียงเงินก้อนหนึ่งที่เราต้องควักกระเป๋าจ่ายเองเท่านั้น เช่น หากดาวน์ 200,000 บาท ก็เพียงแค่ทำให้ยอดกู้ลดลง 200,000 บาท แต่ในความเป็นจริงแล้ว “เงินดาวน์” มีประโยชน์ที่ลึกซึ้งและส่งผลดีต่อผู้กู้มากกว่านั้นอย่างชัดเจน

เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ “พลังของเงินดาวน์” มาลองดูตัวอย่างการกู้เงินทั้งกรณีซื้อบ้านและซื้อรถยนต์ที่มีมูลค่าเท่ากันคือ 1,000,000 บาท โดยเทียบระหว่าง ไม่มีเงินดาวน์ กับ มีเงินดาวน์ 10% หรือ 100,000 บาทๆ

เงินดาวน์สินเชื่อบ้าน

กรณีสินเชื่อบ้าน (สมมติคำนวณด้วยอัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก 5.20% ตลอดอายุสัญญา)

เงินดาวน์สินเชื่อรถ

กรณีสินเชื่อรถยนต์ (คำนวณด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.00% ต่อปี)

จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ชัดว่า “เงินดาวน์” ไม่ใช่เพียงเงินก้อนแรกที่ต้องจ่าย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้กู้ประหยัดดอกเบี้ย ลดภาระการผ่อน และปิดหนี้ได้เร็วขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะขอกู้แต่ยังไม่มีเงินดาวน์เพียงพอ

การเริ่มออมเงินในจำนวนเท่ากับค่างวดที่ตั้งใจจะผ่อนล่วงหน้า 6–12 เดือน ถือเป็นวิธีที่ดีในการทดสอบความพร้อม เมื่อทำได้จริง เงินที่เก็บสะสมก็สามารถนำไปใช้เป็นเงินดาวน์ได้ทันที

อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือการศึกษาเรื่องการรีไฟแนนซ์บ้าน เพราะเมื่อผ่อนครบประมาณ 3 ปี การรีไฟแนนซ์สามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้มาก และช่วยให้เป็นเจ้าของบ้านได้เร็วยิ่งขึ้น การวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้นจะช่วยให้คุณไม่ต้องติดอยู่ในภาวะ “ดาวน์น้อย ผ่อนนาน” และสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมั่นใจ

ท้ายที่สุดนี้ หากต้องการคำนวณวงเงินกู้หรือค่างวดผ่อนชำระเบื้องต้น สามารถทดลองประเมินได้จากผลิตภัณฑ์สินเชื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อบ้าน หรือ สินเชื่อรถยนต์ เพื่อช่วยวางแผนทางการเงินได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นและหากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินเชื่อ การเตรียมเงินดาวน์ หรือการบริหารภาระหนี้

สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ CCAP ที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพ กรุณาคลิกที่ Line Official Account @helloccap

คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz LINE ID: @helloccap เบอร์โทร: 092-256-6801

สแกน QR Code เพื่อเพิ่มเพื่อน CCAP ได้เลย

Reference Link

เชื่อว่าทุกคนย่อมมีความจำเป็นในการใช้เงินที่แตกต่างกันออกไป สินเชื่อบุคคลจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยจัดการปัญหาหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสมัครง่าย ไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือผู้ค้ำประกันก็สามารถขอได้

อย่างไรก็ตาม การมี “เครดิตที่ดี” ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้สินเชื่อได้รับการอนุมัติได้มากขึ้น วันนี้ CCAP จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าเครดิตดีคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และมีเทคนิคแบบไหนบ้างในการสร้างเครดิตดีผ่านการใช้บัตรกดเงินสด

เครดิตดี คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร

เครดิตดี หมายถึง ระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของคุณ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมทางธุรกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงิน การฝากเงิน การลงทุน ไปจนถึงประวัติการชำระหนี้ ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารโดยตรง การจ่ายหนี้ตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างเครดิตที่ดี ทำให้คุณมีโอกาสทำธุรกรรมทางการเงินหรือยื่นขอสินเชื่อแล้วได้รับการอนุมัติได้ง่ายขึ้น

เมื่อคุณมีเครดิตที่ดี นั่นหมายความว่าคุณมีพฤติกรรมทางการเงินที่รับผิดชอบและมีวินัยเพียงพอ ซึ่งถือเป็นใบเบิกทางสำคัญในการทำธุรกรรมต่าง ๆ กับสถาบันการเงินหรือธนาคาร ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและทำให้ขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อราบรื่นขึ้น นอกจากนี้ หากในอนาคตคุณประสบปัญหาสภาพคล่อง การมีเครดิตดีจะช่วยให้คุณสามารถเจรจาประนอมหนี้ได้ง่ายกว่าเดิมอีกด้วย จึงถือได้ว่า การรักษาเครดิตให้ดีเป็นเสมือนการลงทุนเพื่อความมั่นคงทางการเงินของคุณในระยะยาว

ข้อดีของการชำระหนี้ตรงเวลา เพื่อสร้างเครดิตดี

การชำระหนี้ตรงเวลาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างเครดิตดี และช่วยเพิ่มโอกาสให้สินเชื่อได้รับการอนุมัติได้มากขึ้น โดยสามารถสร้างเครดิตที่ดีด้วย 4 วิธีดังต่อไปนี้

  1. ไม่สร้างภาระหนี้ใหม่โดยไม่จำเป็น
    • การมีเครดิตดีเริ่มต้นจากการหลีกเลี่ยงการสร้างภาระหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็น พยายามใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและวางแผนการเงินล่วงหน้า การไม่สร้างหนี้ใหม่โดยไม่จำเป็นไม่เพียงช่วยให้เครดิตของคุณดีขึ้น แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและลดความเสี่ยงในการเป็นหนี้เกินตัวในอนาคต
  2. สร้างวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
    • การมีวินัยในการใช้เงินเป็นกุญแจสำคัญ เช่น การรู้กำหนดชำระหนี้ การจัดสรรเงินให้เหมาะสม และการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ เมื่อคุณบริหารจัดการรายรับ–รายจ่ายได้ดี ก็ช่วยลดความกังวลเรื่องการชำระหนี้ และทำให้สุขภาพทางการเงินโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย
  3. ชำระหนี้ให้ตรงเวลาทุกงวด
    • การจ่ายหนี้ตรงเวลาแสดงถึงความรับผิดชอบและวินัยของคุณ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคะแนนเครดิต หากคุณจ่ายช้าหรือค้างชำระ อาจส่งผลต่อข้อมูลในเครดิตบูโร ทำให้การขอสินเชื่อครั้งถัดไปยากขึ้น นอกจากนี้ การค้างชำระเป็นเวลานานอาจทำให้คุณติดเครดิตบูโรได้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
      • ค้างชำระเกิน 90 วัน – หากค้างชำระเกิน 90 วัน ยอดหนี้จะถูกจัดเป็นหนี้เสียทันที และข้อมูลจะถูกส่งไปยังเครดิตบูโร ทำให้คุณมีสถานะเป็นผู้ค้างชำระ การขอสินเชื่อในอนาคตจะยากขึ้น และอาจต้องรับภาระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าเดิม ดังนั้น การชำระหนี้ตรงตามกำหนดเวลาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันปัญหาการเงินในอนาคต และรักษาประวัติเครดิตบูโรให้สะอาดอยู่เสมอ
  4. หลีกเลี่ยงการขอสินเชื่อบ่อยเกินไป
    • ก่อนยื่นขอสินเชื่อหรือใช้เงินฉุกเฉิน ควรถามตัวเองว่าจำเป็นจริงหรือไม่ และสามารถชำระคืนได้ในอนาคตหรือเปล่า รวมถึงไม่ควรสมัครสินเชื่อหลายที่พร้อมกัน เพราะการสมัครสินเชื่อถี่เกินไปจะทำให้ธนาคารมองว่าคุณอาจกำลังมีปัญหาทางการเงิน และลดโอกาสการอนุมัติสินเชื่อของคุณ

การมีหนี้สินไม่ใช่เรื่องผิด หากเราเลือกก่อหนี้ตามความจำเป็นและสามารถบริหารการชำระคืนได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น การมีเครื่องมือหรือวิธีการช่วยจัดการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราชำระหนี้ได้ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด

วันนี้เรามี “5 ตัวช่วย” ที่จะช่วยให้คุณบริหารเงินและชำระหนี้ได้ตรงเวลา ซึ่งทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ดังนี้

  1. ชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์
    • ปัจจุบันทุกธนาคารมีบริการผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ที่ช่วยให้เข้าถึงบัญชีเงินฝากและบัญชีเงินกู้ได้สะดวกขึ้น ทำให้การจัดการเรื่องการเงินเป็นไปอย่างคล่องตัว เมื่อถึงรอบชำระหนี้ ก็สามารถกดจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที ไม่ต้องเดินทางไปที่สาขาหรือเคาน์เตอร์ธนาคารเหมือนในอดีต ช่วยให้การบริหารเงินและการชำระหนี้ทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก
  2. สแกนจ่าย สะดวกกว่า ง่ายกว่า
    • สมาร์ทโฟนทุกเครื่องมีฟังก์ชันกล้องที่พร้อมใช้งานเสมอ ทำให้การชำระเงินด้วยการสแกนบาร์โค้ดหรือ QR Code จากใบแจ้งหนี้เป็นเรื่องง่าย เพียงเปิดแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือ และสแกน QR จากเอกสารที่ได้รับก็สามารถชำระได้ทันที วิธีนี้ช่วยประหยัดเวลา ไม่ต้องเดินทางไปเคาน์เตอร์หรือร้านสะดวกซื้อ และยังไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอีกด้วย จึงเป็นวิธีที่ทั้งรวดเร็วและคุ้มค่า
  3. ตั้งค่ารายการโปรด
    • เมื่อคุณเคยชำระเงินผ่านระบบออนไลน์หรือสแกนจ่ายแล้ว สามารถบันทึกการชำระเงินนั้นเป็น “รายการโปรด” เพื่อให้สามารถกดจ่ายในครั้งต่อไปได้อย่างรวดเร็ว รายการโปรดมักถูกแสดงไว้ในหน้าแรกของแอป ทำให้ไม่ลืมชำระหนี้และช่วยลดความยุ่งยากในการกรอกข้อมูลซ้ำทุกครั้งที่ต้องชำระเงิน
  4. สมัครบริการหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ (Auto Direct Debit)
    • บริการหักบัญชีอัตโนมัติช่วยลดปัญหาการลืมชำระหนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะระบบจะทำการหักเงินจากบัญชีของคุณเพื่อนำไปชำระหนี้ตามวันที่กำหนดโดยอัตโนมัติ สิ่งที่คุณต้องทำคือเติมเงินในบัญชีให้เพียงพอกับยอดชำระเท่านั้น ช่วยให้ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องการลืมจ่าย และหากต้องการชำระมากกว่าค่างวดปกติ ก็ยังสามารถทำรายการเพิ่มเติมด้วยตัวเองได้เช่นกัน
  5. รวบหนี้เป็นก้อนเดียว
    • หากคุณมีหนี้หลายรายการ โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิต การรวบหนี้เป็นก้อนเดียวถือเป็นวิธีที่ช่วยจัดการหนี้ได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น เนื่องจากสินเชื่อส่วนบุคคลมักมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าบัตรเครดิต
    • คุณสามารถนำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปปิดหนี้ดอกเบี้ยสูง เพื่อลดภาระดอกเบี้ยรายเดือนและลดจำนวนเจ้าหนี้ให้เหลือเพียงรายเดียว ซึ่งทำให้การจ่ายหนี้เป็นเรื่องง่าย ไม่สับสน และช่วยให้คุณเคลียร์หนี้ได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีในการกลับมาวางแผนใหม่เพื่อสร้างวินัยทางการเงินที่มั่นคงกว่าเดิม

การมีเครดิตดีเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพทางการเงิน เพราะช่วยเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อให้ผ่านง่ายขึ้น ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า และช่วยให้การเจรจาประนีประนอมหนี้เป็นไปได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการชำระหนี้ให้ตรงเวลา รวมถึงการกู้ยืมอย่างมีวินัย ไม่สร้างหนี้เกินตัว และบริหารจัดการอย่างรับผิดชอบ เมื่อทำได้อย่างต่อเนื่องจะนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว หากสนใจสินเชื่อ CCAP สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านเว็บไซต์ www.ccap.co.th หรือสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account @helloccap

คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz LINE ID: @helloccap เบอร์โทร: 092-256-6801

สแกน QR Code เพื่อเพิ่มเพื่อน CCAP ได้เลย

Reference Link

ความต้องการและเป้าหมายชีวิตในแต่ละช่วงวัย

เป้าหมาย ความต้องการ และความจำเป็นในการใช้ชีวิตของแต่ละคนมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับ ช่วงวัย สถานการณ์ชีวิต และบริบททางสังคมและเศรษฐกิจ สิ่งที่เราต้องการในวัยหนึ่ง อาจไม่เหมือนกับสิ่งที่ต้องการในอีกวัยหนึ่ง

การเข้าใจความแตกต่างนี้ช่วยให้เราสามารถวางแผนชีวิตได้อย่างรอบคอบ ใช้ทรัพยากรทางการเงินและเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เป้าหมายในแต่ละช่วงวัยสามารถเป็นจริงได้เร็วขึ้น

การวางแผนชีวิตที่ดีเริ่มจากการ รู้จักตัวเอง รู้จักความต้องการของตัวเอง และประเมินความสำคัญของเป้าหมายในแต่ละช่วงชีวิต เช่น ไลฟ์สไตล์ การศึกษา สุขภาพ ครอบครัว และการงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องการออม การลงทุน หรือการกู้ยืมเงินได้อย่างชาญฉลาด

กลุ่ม Gen Y (เกิด พ.ศ. 2523-2540)

Gen Y เป็นกลุ่มวัยที่เพิ่งเรียนจบและอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน มีความสนใจเรื่อง Work-Life Balance ต้องการเวลาสำหรับกิจกรรมส่วนตัว เช่น การท่องเที่ยว การพบปะเพื่อนฝูง และการพักผ่อน โดยเฉพาะกิจกรรมที่ช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและงาน

สิ่งที่ควรเน้นสำหรับวัยนี้คือการสร้าง วินัยทางการเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะจะช่วยให้สามารถลงทุนในอนาคตและรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้

กลุ่ม Gen X (เกิด พ.ศ. 2508-2522)

Gen X เป็นวัยที่มีประสบการณ์การทำงานสูง และหลายคนอยู่ในช่วงที่ตำแหน่งหน้าที่การงานกำลังพัฒนาไปสู่จุดสูงสุด หรือเริ่มมองหาโอกาสสร้างธุรกิจของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็มี ภาระค่าใช้จ่ายสูง จากครอบครัว การศึกษาและค่าใช้จ่ายส่วนตัว

สิ่งสำคัญสำหรับวัยนี้คือการ บาลานซ์ระหว่างการลงทุนเพื่ออนาคตและความมั่นคงของชีวิตประจำวัน รวมถึงการเตรียมเงินสำรองสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ หรือภาวะเศรษฐกิจ

กลุ่ม Baby Boomer หรือ Gen B (เกิด พ.ศ. 2489-2507)

Gen B เป็นวัยใกล้เกษียณ การวางแผนเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณเป็นเรื่องสำคัญ พวกเขามักให้ความสำคัญกับ สุขภาพและคุณภาพชีวิตสูง รวมถึงการวางแผนการเงินเพื่อใช้หลังเกษียณและการจัดเตรียมเงินเป็นมรดกให้ลูกหลาน

การวางแผนอย่างรอบคอบและการบริหารจัดการหนี้สินในวัยนี้จะช่วยให้สามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างอิสระและปลอดหนี้

ข้อควรระวังและแนวทางทั่วไปสำหรับทุกวัย

ดังนั้น การเข้าใจความต้องการและเป้าหมายชีวิตในแต่ละช่วงวัยเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การวางแผนชีวิตและการบริหารเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ความต้องการในวัยเริ่มทำงาน เช่น Gen Y จะเน้นสร้างฐานะ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ส่วนตัว และวางแผนครอบครัว ทำให้ควรจัดสรรเงินเพื่อออม ลงทุน และชำระหนี้อย่างมีวินัย

วัยทำงานระดับกลางหรือ Gen X เน้นความมั่นคงทางการเงิน การบริหารสภาพคล่อง และการลงทุนระยะยาว รวมถึงการเตรียมเงินสำรองสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด

วัยใกล้เกษียณหรือ Baby Boomer เน้นความมั่นคงหลังเกษียณ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต จึงควรปิดหนี้สินและวางแผนใช้เงินให้เพียงพอสำหรับชีวิตหลังการทำงาน

การวางแผนชีวิตที่ดีต้องผสมผสานการจัดการเงิน การออม การลงทุน และการใช้จ่ายอย่างสมดุล เพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงทางการเงินการรักษาวินัยทางการเงิน เช่น การชำระหนี้ตรงเวลา การออม และการเตรียมเงินฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือสำคัญช่วยให้เป้าหมายชีวิตเป็นจริง

การวางแผนตามช่วงวัยยังช่วยให้ตัดสินใจเรื่องสินเชื่อ การลงทุน และการใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม ลดความเครียดทางการเงิน และเพิ่มโอกาสสร้างความมั่นคง

ทุกช่วงวัยมีความต้องการและเป้าหมายชีวิตที่แตกต่าง การปรับตัวและวางแผนให้สอดคล้องกับความต้องการเหล่านี้ช่วยให้ชีวิตมีความสมดุลและความสุข

การเข้าใจตัวเอง รู้เป้าหมาย และจัดลำดับความสำคัญของความต้องการเป็นกุญแจสำคัญในการสานฝันให้เกิดขึ้นจริง

CCAP พร้อมสนับสนุนด้วยสินเชื่อและบริการทางการเงินหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้คุณวางแผนชีวิตได้ครบทุกช่วงวัยอย่างมั่นคงและปลอดภัย สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้

คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz LINE ID: @helloccap เบอร์โทร: 092-256-6801

สแกน QR Code เพื่อเพิ่มเพื่อน CCAP ได้เลย

Reference Link

ปัญหาหนี้สินและภาระทางการเงิน เป็นสิ่งที่หลายคนกังวล เมื่อรายจ่ายกลับสวนทางกับรายได้ เงินเดือนที่เพิ่งเข้าก็ต้องถูกหักไปกับค่าผ่อนหนี้และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่ารถ ค่าเดินทาง หรือค่าครองชีพอื่นๆ ที่ทำให้เงินหมดไปอย่างรวดเร็ว แล้วจะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้คุณจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ?

วันนี้ CCAP ขอแนะนำ 5 วิธีปลดหนี้ไวขึ้น ที่จะช่วยลดภาระรายเดือนและทำให้คุณปิดหนี้ได้เร็วขึ้น มาดูกันในบทความนี้เลยครับ

5 วิธีบริหารหนี้ให้หมดเร็วขึ้นแบบฉบับคนยุคใหม่

1. ตรวจสอบรายการหนี้สินทั้งหมด

เริ่มต้นด้วยการสำรวจและตรวจสอบหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่ามีหนี้กี่ประเภทและยอดค้างชำระรวมเป็นเท่าไร การตรวจสอบนี้จะช่วยให้คุณสามารถเปรียบเทียบทั้งอัตราดอกเบี้ยและจำนวนเงินต้นได้อย่างครบถ้วน และนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้จัดลำดับความสำคัญของหนี้ในขั้นตอนถัดไป

2. จัดลำดับความสำคัญของหนี้

หลังจากทราบสถานะหนี้สินทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการจัดลำดับความสำคัญของหนี้ โดยพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงที่สุดไปจนถึงต่ำที่สุด หนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงควรรีบชำระก่อนเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน

หนี้ที่มักจะมีดอกเบี้ยสูงได้แก่ หนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งโดยทั่วไปมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงประมาณ 18% – 25% ต่อปี และคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เมื่อมีการผ่อนชำระเงินต้นลง ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็จะลดลงตามไปด้วย

3. วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ

การจัดการหนี้ให้มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการวางแผนการเงินที่ดี ตัวอย่างเช่น หากมีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาท ควรกำหนดสัดส่วนการใช้จ่ายอย่างชัดเจนว่าจะแบ่งไปชำระหนี้เท่าไร และเหลือไว้สำหรับค่าใช้จ่ายประจำหรือเงินเก็บเท่าไร

โดยทั่วไปไม่ควรจัดสรรเงินเพื่อชำระหนี้เกิน 30% – 40% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ตึงตัวจนเกินไป การวางแผนที่เป็นระบบจะช่วยให้คุณมีเงินเพียงพอในการใช้ชีวิต และยังสามารถทยอยปิดหนี้ได้อย่างมั่นคง

4. สร้างและรักษาประวัติการชำระหนี้ให้ดี

การมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี แม้จะไม่ใช่วิธีปลดหนี้โดยตรง แต่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการต่อรองหรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินในอนาคต ประวัติที่ดีหมายถึงการผ่อนชำระตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง ไม่ผิดนัด ไม่ถูกยึดทรัพย์หรือหากเคยมีหนี้ค้างก็ได้ปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ควรปฏิบัติคือการชำระหนี้ตรงตามกำหนด หากไม่สามารถชำระเต็มจำนวนได้ ก็ควรเลือกจ่ายขั้นต่ำเพื่อไม่ให้เสียเครดิต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้สามารถทยอยปิดหนี้ได้ในที่สุด

นอกจากนี้ การรักษาประวัติยังรวมถึงการดูแลสถานะทางการเงินโดยรวม เช่น การมีงานที่มั่นคง รายได้สม่ำเสมอ และภาระหนี้ต่อรายได้ไม่เกินเกณฑ์ เมื่อชำระหนี้แล้วต้องเหลือเงินพอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับคุณในสายตาสถาบันการเงิน และทำให้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในอนาคตได้ง่ายขึ้น

5. รวมทุกหนี้ให้เป็นก้อนเดียว

หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีหนี้หลายรายการและภาระการผ่อนชำระในแต่ละเดือนสูงเกินไป การรวมหนี้ให้เป็นก้อนเดียวถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม วิธีนี้ช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนจากการชำระหนี้หลายทาง มาเป็นการชำระเพียงก้อนเดียวที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถเลือกระยะเวลาผ่อนชำระได้ตามความเหมาะสม ซึ่งจะทำให้การเงินคล่องตัวมากขึ้นในแต่ละเดือน การรวมหนี้ยังช่วยรักษาเครดิตทางการเงินให้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อใหม่ในอนาคตได้ง่ายขึ้น

สรุป การปลดหนี้ให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่สามารถทำได้จริงหากคุณมีวินัยทางการเงินและทำตามขั้นตอนได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบหนี้ทั้งหมดที่มี การจัดลำดับความสำคัญโดยเริ่มชำระหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน

การวางแผนการเงินที่สมดุล การรักษาประวัติการผ่อนชำระให้ดี และหากจำเป็นก็สามารถใช้วิธีการรวมหนี้เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการมากขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาวินัย ไม่ก่อหนี้ใหม่โดยไม่จำเป็น และจัดสรรรายได้ให้เพียงพอทั้งต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการชำระหนี้ เมื่อคุณยึดมั่นในแผนที่วางไว้ หนี้ที่ดูเหมือนใหญ่ก็จะค่อย ๆ ลดลง จนหมดไปในที่สุด และคุณจะได้กลับมา

มีอิสระทางการเงินที่มั่นคงมากกว่าเดิม หากสนใจต้องการติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ CCAP ยินดีให้คำปรึกษา คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz LINE ID: @helloccap เบอร์โทร: 092-256-6801

สแกน QR Code เพื่อเพิ่มเพื่อน CCAP ได้เลย

Reference Link

หากคุณกำลังมีหนี้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็น หนี้บัตรเครดิต, หนี้บัตรกดเงินสด หรือ หนี้สินเชื่อรถยนต์ จากหลายสถาบัน และต้องการปลดหนี้ให้เร็วขึ้น หาตัวช่วยลดภาระรายจ่ายต่อเดือน หรือเสริมสภาพคล่องในช่วงที่การเงินตึงตัว

การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว (Debt Consolidation) อาจเป็นหนึ่งในทางออกที่ช่วยให้คุณจัดการหนี้ได้ง่ายขึ้น และทำให้การเงินมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม

แล้วการรวมหนี้เป็นก้อนเดียวคืออะไร และ มีข้อดีอย่างไร? มาหาคำตอบไปพร้อมกันในบทความนี้!

รวมหนี้เป็นก้อนเดียวคืออะไร?

การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว (Debt Consolidation) คือ การนำหนี้หลายก้อนที่มีอยู่ มารวมเป็นหนี้ก้อนเดียว เพื่อจัดการและเคลียร์ภาระหนี้ทั้งหมด เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้บ้าน หรือหนี้รถยนต์ โดยส่วนใหญ่ผู้กู้จะใช้ ทรัพย์สินที่มีมูลค่าเช่น บ้านหรือรถยนต์ เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน จากนั้นนำเงินก้อนที่ได้รับไปปิดหนี้เดิมทั้งหมด ซึ่งในระหว่างนี้บ้านหรือรถยนต์ที่นำมาค้ำประกันยังสามารถอยู่อาศัยหรือใช้งานได้ตามปกติโดยไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

การรวมหนี้ช่วยให้ผู้กู้ มีเจ้าหนี้เพียงรายเดียวแทนที่จะต้องบริหารจัดการหนี้หลายแหล่งที่มีอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไข และวันชำระที่แตกต่างกัน การมีหนี้ก้อนเดียวทำให้วางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น ลดความยุ่งยากและลดความเสี่ยงจากการชำระหนี้การรวมหนี้ช่วยให้ผู้กู้ มีเจ้าหนี้เพียงรายเดียวแทนที่จะต้องบริหารจัดการหนี้หลายแหล่งที่มีอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไข และวันชำระที่แตกต่างกัน การมีหนี้ก้อนเดียวทำให้วางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น ลดความยุ่งยากและลดความเสี่ยงจากการชำระหนี้

นอกจากนี้ การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว ช่วยลดความเครียดและแรงกดดันทางจิตใจ เพราะไม่ต้องคอยติดตามชำระหนี้หลายบัญชี และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูวินัยทางการเงินในระยะยาว หากผู้กู้บริหารจัดการอย่างมีระบบ ก็สามารถใช้วิธีนี้เป็นโอกาสในการ ปลดหนี้อย่างยั่งยืน และสร้างเสถียรภาพทางการเงินในอนาคต.

ตัวอย่างการรวมหนี้เป็นก้อนเดียว สมมติคุณมีหนี้ 3 รายการ รวมต้องจ่ายเดือนละ 18,000 บาท ได้แก่

รวมแล้วคุณต้อง ชำระหนี้ทั้งหมด 18,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นภาระที่ค่อนข้างสูง และต้องคอยบริหารการชำระหนี้หลายบัญชีที่มี ดอกเบี้ยและวันครบกำหนดต่างกัน

วิธีการรวมหนี้เป็นก้อนเดียว

ในกรณีนี้สามารถนำ รถยนต์ปี 2017 มาใช้เป็นหลักประกัน เพื่อขอสินเชื่อรถแลกเงิน เคลียร์หนี้ (CYC) โดยได้รับวงเงิน 500,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ย 4.30% ต่อปี และผ่อนชำระได้ยาวนานถึง 72 เดือน

เมื่อได้เงินก้อนนี้มาแล้ว จะนำไปปิดหนี้ทั้งหมด 3 รายการ รวม 230,000 บาท (50,000 + 30,000 + 150,000) จากนั้น หนี้เก่าทั้งหมดจะถูกเคลียร์ เหลือเพียงการผ่อนชำระ โดยมีค่างวดใหม่เพียง เดือนละ 9,348 บาท เท่านั้น

ข้อดี การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า การรวมหนี้หลาย ๆ ก้อนให้เหลือเพียงก้อนเดียว ช่วยจัดการปัญหาหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การวางแผนทางการเงินเป็นระเบียบมากขึ้น โดยมีข้อดีดังนี้

1. ผ่อนชำระที่เดียว ไม่ต้องจัดการหลายบัญชี

จากเดิมที่คุณต้องจ่ายหนี้หลายที่ ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อรถยนต์ ที่มีวันครบกำหนดและเงื่อนไขแตกต่างกัน อาจทำให้สับสนจนลืมจ่าย การรวมหนี้ช่วยให้คุณเหลือเจ้าหนี้เพียง รายเดียว ทำให้ วางแผนชำระได้ง่าย ลดความเสี่ยงผิดนัด และยัง ป้องกันผลเสียต่อเครดิต ได้อีกด้วย

2. ลดดอกเบี้ยรวม จ่ายน้อยลง

หนี้บางประเภท โดยเฉพาะ บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด มักมีดอกเบี้ยสูงถึง 16-25% ต่อปี แต่เมื่อรวมหนี้เป็นสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า เช่น สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อรถแลกเงิน จะช่วยให้ดอกเบี้ยรวมลดลงอย่างมาก ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับ เครดิต สถานะการเงิน และเงื่อนไขของธนาคาร

3. เลือกผ่อนได้ยาวขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่น

การรวมหนี้มักมีทางเลือกให้ ขยายระยะเวลาการผ่อน ช่วยให้ยอดชำระต่อเดือนลดลง แม้การผ่อนยาวจะทำให้ดอกเบี้ยรวมสูงขึ้น แต่ก็ช่วยให้ จัดการกระแสเงินสดได้ง่ายกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดภาระรายเดือนและมีเงินเหลือไปใช้จ่ายด้านอื่น ๆ

4. ภาระรายเดือนเบาลง เหลือเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

เมื่อดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนถูกปรับให้อยู่ในระดับเหมาะสม ค่างวดต่อเดือนจะลดลงชัดเจน เช่น จากที่เคยจ่ายรวมเดือนละ 18,000 บาท เหลือเพียง 9,348 บาท ทำให้มี เงินเหลือใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถนำไปออม หรือลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตได้มากขึ้น

5. มีเงินสำรอง เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน

ในหลายกรณี หลังจากนำเงินไปปิดหนี้แล้ว ยังมีวงเงินเหลือ สามารถนำไปใช้เพื่อเสริมสภาพคล่อง เช่น เก็บเป็นเงินฉุกเฉิน ใช้จ่ายในเหตุการณ์ไม่คาดคิด หรือต่อยอดธุรกิจ ลดความเสี่ยงไม่ให้ต้องกลับมาก่อหนี้ใหม่ในอนาคต

อยากรวมหนี้เป็นก้อนเดียวต้องทำอย่างไร?

เมื่อเข้าใจถึง ข้อดีของการรวมหนี้เป็นก้อนเดียว แล้ว หลายคนอาจสนใจและอยากเริ่มต้นทันที แต่การรวมหนี้ให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุด และไม่กลับเข้าสู่วงจรหนี้อีกครั้ง โดยขั้นตอนมีดังนี้

1. รวบรวมข้อมูลหนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ – เริ่มจาก สำรวจและรวบรวมรายละเอียดหนี้ทุกประเภท ที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็น

จดบันทึกข้อมูลให้ครบถ้วน เช่น ยอดหนี้คงเหลือ อัตราดอกเบี้ย วันครบกำหนด และค่างวดขั้นต่ำ ของแต่ละหนี้ การทำเช่นนี้จะช่วยให้เห็น ภาพรวมภาระหนี้ทั้งหมด และช่วยวางแผนได้ว่า หนี้ใดควรปิดก่อน และควรจัดลำดับความสำคัญอย่างไร

2. ประเมินรายได้และความสามารถในการผ่อนชำระ – เมื่อรู้ยอดหนี้รวมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ ตรวจสอบฐานะการเงินของตนเอง

ผลการประเมินนี้จะช่วยให้คุณกำหนด ค่างวดผ่อนที่เหมาะสม และเลือกเงื่อนไขการกู้ที่ไม่เกินความสามารถ เพื่อไม่ให้เกิดหนี้ซ้ำซ้อนในอนาคต

3. เปรียบเทียบสถาบันการเงินและเงื่อนไขสินเชื่อ – เมื่อมีข้อมูลหนี้และความสามารถในการชำระแล้ว ให้เริ่ม ค้นหาธนาคารหรือสถาบันการเงิน ที่มีบริการสินเชื่อรวมหนี้ โดยควรพิจารณา 3 ปัจจัยสำคัญ:

นอกจากนี้ อย่าลืมตรวจสอบ ความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน และคุณภาพการให้บริการ เพื่อความมั่นใจว่าเมื่อรวมสินเชื่อแล้ว จะได้รับการดูแลและคำแนะนำที่เหมาะสมตลอดกระบวนการ

4. เลือกสินเชื่อรวมหนี้ที่ให้เงื่อนไขดีที่สุด – หลังจากที่คุณได้ รวบรวมข้อมูลหนี้และประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาที่สำคัญมากคือ การเลือกสินเชื่อรวมหนี้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณ ซึ่งจะช่วยให้คุณจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว

คุณควร ค้นหาข้อมูลจากหลายสถาบันการเงิน และเปรียบเทียบในหลายด้าน เช่น

เมื่อพิจารณาแล้ว ให้เลือกประเภทสินเชื่อที่เหมาะกับสถานการณ์ของคุณมากที่สุด โดยมีตัวเลือกหลัก ๆ ดังนี้:

  1. สินเชื่อรถแลกเงิน นำรถยนต์มาเป็นหลักประกัน ได้วงเงินสูง ดอกเบี้ยต่ำ และยังสามารถใช้รถได้ตามปกติ
  2. สินเชื่อบ้านแลกเงิน ใช้บ้านหรือที่ดินเป็นหลักค้ำประกัน ได้วงเงินก้อนใหญ่พร้อมดอกเบี้ยต่ำที่สุด เหมาะกับหนี้หลายก้อน
  3. สินเชื่อส่วนบุคคล ไม่ต้องใช้ทรัพย์ค้ำประกัน เหมาะกับหนี้ยอดไม่สูงมาก แต่ดอกเบี้ยจะสูงกว่าสินเชื่อที่มีหลักประกัน

5. เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง – ก่อนยื่นขอสินเชื่อรวมหนี้ สิ่งสำคัญคือ การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว เอกสารที่มักจำเป็น ได้แก่:

ทั้งนี้ แต่ละสถาบันการเงินอาจขอ เอกสารเพิ่มเติม ตามเงื่อนไขเฉพาะ จึงควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนยื่นเอกสาร การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องจะช่วย เพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อ และทำให้การรวมหนี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

FAQs: คำถามยอดนิยมเกี่ยวกับการรวมหนี้เป็นก้อนเดียว

1. จะรวมหนี้เป็นก้อนเดียวได้อย่างไร? คุณสามารถทำได้ง่าย ๆ ตามขั้นตอนดังนี้:

2. ถ้าติดเครดิตบูโร จะขอรวมหนี้ได้ไหม?

หากติดแบล็คลิสต์หรือมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ สถาบันการเงินอาจ ไม่อนุมัติสินเชื่อ แต่ถ้าหนี้หลายก้อนยังอยู่ในระบบและคุณ ชำระตรงเวลาเต็มจำนวน ธนาคารก็สามารถอนุมัติสินเชื่อรวมหนี้ได้ แม้ว่าหนี้รวมจะสูง

3. การรวมหนี้เป็นก้อนเดียวมีประโยชน์อย่างไร?

ข้อดีหลัก ๆ ได้แก่:

ฉะนั้น การรวมหนี้เป็นก้อนเดียวช่วยให้การเงินของคุณง่ายขึ้นและเป็นระเบียบมากขึ้น โดยรวมหนี้หลายก้อนให้เหลือเพียงเจ้าหนี้รายเดียว ทำให้ผ่อนชำระง่ายขึ้น ลดความสับสน และความเสี่ยงผิดนัด ดอกเบี้ยรวมมักต่ำกว่าการจ่ายแยกหลายก้อน

ช่วยลดค่างวดต่อเดือน และยังมีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายหรือเสริมสภาพคล่อง ทำให้สามารถวางแผนการเงินได้มั่นคงขึ้น และถ้าหากคุณยังไม่รู้ว่าจะรวมหนี้เป็นก้อนเดียวกับสถาบันไหนดี การเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไข

และความน่าเชื่อถือของสถาบันจะช่วยให้คุณเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด หากสนใจสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ CCAP ยินดีให้บริการและให้คำปรึกษาสอบถามรายละเอียด คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz , LINE ID: @helloccap , เบอร์โทร: 092-256-6801

สแกน QR Code เพื่อเพิ่มเพื่อน CCAP ได้เลย

Reference Link

การมีเป้าหมายทางการเงิน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เรามีทิศทางในการจัดการรายรับรายจ่ายและวางแผนอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เป้าหมายของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน บางคนต้องการเพียงแค่ไม่มีหนี้สินเพิ่มขึ้น

ใช้ชีวิตแบบพอเพียงและไม่สร้างภาระให้ตัวเอง ขณะที่บางคนอาจมีเป้าหมายสูงกว่านั้น เช่น การมีเงินเก็บสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน การวางแผนเพื่อซื้อทรัพย์สินขนาดใหญ่ หรือแม้แต่การเตรียมตัวเกษียณให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

ไม่ว่าคุณจะมีเป้าหมายแบบใด “การวางแผนทางการเงินที่ดีและมีวินัย” คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่คุณกำลังคิดจะ ขอสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งเป็นภาระทางการเงินที่ต้องรับผิดชอบระยะยาว หากไม่ได้เตรียมตัวให้ดี อาจกลายเป็นปัญหาทางการเงินในอนาคตได้

ก่อนเริ่มต้นวางแผนทางการเงิน ลองสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองก่อนว่า คุณกำลัง “ใช้เงินเกินตัว” อยู่หรือไม่ เพราะพฤติกรรมนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าเราอาจเริ่มใช้เงินเกินตัว สามารถแบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1 : เริ่มขัดสน (Early Warning)

ในระยะเริ่มต้น เราจะเริ่มรู้สึกว่า รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ของแต่ละเดือน เช่น เงินเดือนออกแล้วหมดไปกับค่าใช้จ่ายพื้นฐานจนแทบไม่เหลือเก็บ ทำให้ต้องนำเงินเก็บจากส่วนอื่นมาใช้หมุนเวียน เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีติดลบหรือขาดสภาพคล่อง บางคนอาจเริ่มใช้ บัตรเครดิต เพื่อช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็น แต่ยังคงสามารถชำระหนี้เต็มจำนวนได้อยู่

สัญญาณสำคัญ :

ระดับที่ 2 : ต้องทนจ่าย (Debt Strain)

เมื่อพฤติกรรมใช้เงินเกินตัวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หนี้สินโดยเฉพาะ หนี้บัตรเครดิต จะเริ่มสะสมจนกลายเป็นภาระหนัก คุณอาจเริ่มชำระเพียงยอดขั้นต่ำ เป็นเวลานานกว่า 3 เดือนติดต่อกัน ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

บางคนอาจถึงขั้นชำระล่าช้าหรือค้างชำระ จนได้รับการติดต่อทวงหนี้จากเจ้าหน้าที่หรือได้รับจดหมายแจ้งเตือน

สัญญาณสำคัญ :

สิ่งที่ควรทำทันทีคือ รีบจัดลำดับความสำคัญของหนี้สิน โดยให้ความสำคัญกับหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น บัตรเครดิต และพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง เพื่อป้องกันไม่ให้สภาพคล่องทางการเงินทรุดหนักไปกว่านี้

ระดับที่ 3 : กระหายเงินกู้ (Financial Distress)

เมื่อถึงจุดนี้ เงินขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง จนไม่สามารถหมุนเวียนใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทำให้ต้องหันไปพึ่งพา เงินกู้นอกระบบ หรือแม้แต่ตัดสินใจ นำทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ ไปค้ำประกันเพื่อขอสินเชื่อ มาใช้ชำระหนี้ที่มีอยู่ก่อน ซึ่งอาจยิ่งสร้างภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและทำให้หลุดวงจรหนี้ได้ยากขึ้น

สัญญาณสำคัญ :

สิ่งที่ควรทำทันทีคือ ควรหยุดสร้างหนี้ใหม่ และหาทางแก้ปัญหาด้วยการปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ พร้อมหาทางเพิ่มรายได้ เช่น งานพิเศษ หรือขายสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็นเพื่อลดภาระหนี้

6 เคล็ดลับวางแผนทางการเงิน ก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อรถยนต์

การวางแผนทางการเงินเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้เราใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สร้างภาระหนี้เกินตัว โดยเฉพาะหากคุณกำลังคิดจะ ขอสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งเป็นภาระระยะยาว การมีแผนการเงินที่ดีจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและลดความเสี่ยงในอนาคต นี่คือ 6 เคล็ดลับที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

1. ทบทวนความจำเป็น ก่อนตัดสินใจใช้จ่าย

ก่อนจะซื้อของหรือใช้จ่ายในสิ่งที่อยากได้ ลองถามตัวเองก่อนว่า “เราจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้จริงๆ หรือไม่” เพราะหลายครั้งเราซื้อเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ สุดท้ายของที่ซื้ออาจถูกวางทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทำให้เงินสูญเปล่า

วิธีปฏิบัติ :

การทบทวนก่อนใช้จ่ายจะช่วยลดการซื้อที่ไม่จำเป็น และเหลือเงินไปใช้กับสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า

2. กดเงินสดเพียงสัปดาห์ละครั้ง

การใช้เงินสดเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ควบคุมรายจ่ายได้ง่ายขึ้น โดยกำหนดจำนวนเงินที่ต้องใช้ต่อสัปดาห์ให้ชัดเจน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ

ข้อดีของการกดเงินสัปดาห์ละครั้ง :

วิธีนี้เป็นการสร้างวินัยทางการเงินอย่างง่ายที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

3. ใช้บัตรเครดิตเพียงใบเดียว

บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์หากใช้อย่างมีวินัย แต่ถ้ามีหลายใบ อาจทำให้สับสนจนพลาดการชำระเงินหรือใช้จ่ายเกินตัวได้ง่าย ดังนั้น สำหรับผู้เริ่มต้นวางแผนทางการเงิน ควรเลือกบัตรเครดิตที่เหมาะสมเพียงใบเดียว โดยพิจารณาจาก

ข้อดี :

4. หลีกเลี่ยงการชำระบัตรเครดิตเพียงยอดขั้นต่ำ

การชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำอาจดูเหมือนช่วยให้ผ่านพ้นเดือนนั้นไปได้ แต่ในความเป็นจริง นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ดอกเบี้ยสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเป็น “หนี้เกินตัว”

เหตุผลที่ควรชำระเต็มจำนวน :

หากเดือนใดมีค่าใช้จ่ายสูง ควรจัดลำดับความสำคัญและลดรายจ่ายอื่นๆ เพื่อให้สามารถชำระหนี้บัตรเครดิตได้เต็มจำนวนเสมอ

5. ลดการช้อปปิ้งออนไลน์ และการเดินห้างโดยไม่จำเป็น

แม้การช้อปปิ้งออนไลน์หรือการเดินห้าง ตลาดนัด จะเป็นกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย แต่ก็เป็น กับดักการใช้จ่าย ที่ทำให้เงินรั่วไหลโดยไม่รู้ตัว เพราะหลายครั้งเราไม่ได้ตั้งใจซื้อ แต่พอเห็นสินค้าแล้วเกิดความอยากได้ทันที

แนวทางแก้ไข :

เพราะแม้จะเป็นการซื้อของเล็กน้อย แต่หากทำบ่อยๆ ก็อาจกลายเป็นเงินจำนวนมากในระยะยาว

6. ศึกษาและเลือกช่องทางการออมเงินที่เหมาะสม

การออมเงินไม่ใช่เพียงการเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดเงินออมให้เติบโตผ่านช่องทางต่างๆ ได้ เช่น

การลงทุนเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เงินงอกเงย แต่ยังช่วยประหยัดภาษี ซึ่งถือเป็นการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินทางอ้อมด้วย

เมื่อจำเป็นต้องขอสินเชื่อรถยนต์

แม้ทุกคนจะพยายามหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ แต่ในบางสถานการณ์ การมีรถยนต์อาจเป็นความจำเป็น เช่น เพื่อประกอบอาชีพ หรือเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิต การขอสินเชื่อรถยนต์ จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ แต่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ

สิ่งที่ควรทำก่อนขอสินเชื่อ :

การเตรียมตัวล่วงหน้าและเลือกสินเชื่อที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงในการแบกรับภาระดอกเบี้ยสูงและทำให้การจัดการการเงินเป็นไปอย่างราบรื่น

เราเชื่อว่าทุกคน ไม่อยากใช้เงินเกินตัวจนกลายเป็นหนี้ แต่บางครั้งความจำเป็นก็ทำให้เราต้องใช้เงินมากกว่าที่มี ดังนั้น ลองสังเกตตัวเองว่าตอนนี้คุณกำลังใช้จ่ายเกินตัวหรือไม่ และเริ่มวางแผนการเงินให้ดีเพื่อลดความเสี่ยงการขาดสภาพคล่อง

แต่หากถึงเวลาที่ จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ การมี “สินเชื่อรถแลกเงิน CCAP” เป็นตัวช่วยก็จะทำให้คุณมีสภาพคล่องทางการเงินได้ทันที ด้วยวงเงินสูง ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติไว รถผ่อนอยู่ก็กู้ได้ และยังสามารถ รีไฟแนนซ์รถยนต์ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้เบาลง

ฉะนั้น การจัดการทางการเงินอย่างมีระบบช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการใช้เงินเกินตัว และสร้างความมั่นคงในระยะยาว หากจำเป็นต้องก่อหนี้ เช่น ขอสินเชื่อรถยนต์ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระและเลือกสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ เช่น CCAP ซึ่งมอบวงเงินสูง ดอกเบี้ยต่ำ และอนุมัติไว

เพื่อให้รถของคุณไม่เพียงเป็นยานพาหนะ แต่ยังเป็น ทรัพย์สินที่ช่วยสร้างสภาพคล่อง และสนับสนุนเป้าหมายทางการเงินของคุณได้อย่างมั่นคงในอนาคต. หากสนใจปรึกษาสามารถติดต่อเจ้าหน้า CCAP หรือต้องการสอบถามรายละเอียด คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz , LINE ID: @helloccap , เบอร์โทร: 092-256-6801

สแกน QR Code เพื่อเพิ่มเพื่อน CCAP ได้เลย

Reference Link

สำหรับผู้ประกอบการ SME ขนาดเล็ก ปัญหาในการกู้เงินมักไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของโครงการ แต่เกิดจากความกังวลใจว่าจะ “กู้ไม่ผ่าน” หรือถูกมองว่า “กู้ยาก” มากกว่า การยื่นกู้ให้สำเร็จจึงต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงิน หรือผู้ให้กู้มั่นใจว่าเรามีศักยภาพในการชำระหนี้คืนได้ตรงเวลาได้หรือไม่

ฉะนั้น เพื่อช่วยลดความกังวลและเพิ่มโอกาสในการอนุมัติ วันนี้เรามี 4 เทคนิคการเตรียมตัวก่อนกู้สินเชื่อ ที่จะช่วยให้ขั้นตอนการพิจารณาง่ายขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้มากกว่าเดิม

เตรียมแผนธุรกิจก่อนยื่นกู้

ก่อนยื่นกู้สินเชื่อ SME สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน ผู้ประกอบการต้องสามารถอธิบายให้สถาบันการเงินเข้าใจได้ว่าต้องการกู้เงินจำนวนเท่าไร แล้วเงินกู้ที่นำไปใช้มีเพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น ขยายธุรกิจหรือนำไปใช้หมุนเวียนในกิจการ และมีวิธีการบริหารรายได้ กระแสเงินสดอย่างไร เพื่อให้สามารถชำระหนี้คืนได้ตรงตามกำหนด

ดังนั้น การเตรียมข้อมูลเหล่านี้อย่างครบถ้วน ไม่เพียงช่วยลดข้อสงสัยของสถาบันทางการเงิน แต่ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น

4 เคล็ดลับเตรียมตัวก่อนกู้สินเชื่อ เพิ่มโอกาสอนุมัติผ่านง่าย

1. เดินบัญชีธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่ธนาคารหรือผู้ให้กู้ต้องการเห็น คือการเดินบัญชีที่สะท้อนรายรับ–รายจ่ายของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง หากมีการเดินบัญชีธุรกิจทุกเดือนเป็นประจำ จะช่วยยืนยันถึงความมีวินัยทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการได้รับการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น

2. รักษาเครดิตทางการเงิน

เครดิตที่ดีคือปัจจัยสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้กู้ ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้เกิดหนี้ค้างชำระ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินส่วนบุคคลหรือธุรกิจ เพราะข้อมูลเครดิตเหล่านี้จะถูกนำมาพิจารณาโดยตรงและสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการทางการเงินของผู้กู้

3. เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน

เอกสารประกอบการกู้ถือเป็นหัวใจสำคัญ ควรเตรียมให้พร้อมทั้งเอกสารส่วนบุคคล (บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เอกสารการเปลี่ยน ชื่อ–นามสกุล หรือการสมรส) และเอกสารทางการเงิน เช่น หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือนรายการเดินบัญชีอย่างน้อย 3–6 เดือน การจัดเตรียมเอกสารครบถ้วนจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาเร็วขึ้น

4. จัดเตรียมหลักประกันที่เหมาะสม

การมีหลักประกันเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ให้กู้ ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก พันธบัตร ตั๋วเงิน หุ้นกู้ หรืออสังหาริมทรัพย์ หลักประกันเหล่านี้จะทำให้ธนาคารมั่นใจว่า หากผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ให้กู้ยังมีทางเลือกในการชดเชยความเสี่ยงเช่น การนำหลักทรัพย์ไปขายทอดตลาดหรือให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทน

ดังนั้น การขอสินเชื่อ SME จะง่ายขึ้นหากผู้ประกอบการเตรียมตัวอย่างรอบคอบ เริ่มจากวางแผนธุรกิจชัดเจน ทั้งจำนวนเงินที่ต้องการกู้และวัตถุประสงค์การใช้เงินเดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสะท้อนถึงรายรับ–รายจ่าย และความน่าเชื่อถือรักษาเครดิตให้ดี ไม่ปล่อยให้เกิดหนี้ค้างชำระ จัดเตรียมเอกสารทางการเงินและเอกสารส่วนบุคคลให้ครบถ้วนมีหลักประกันที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงในการปล่อยกู้ เลือกสถาบันการเงินที่มีเงื่อนไขเหมาะสมและเข้าใจธุรกิจทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มโอกาสให้สินเชื่อได้รับการอนุมัติง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนได้เร็วและมั่นใจมากขึ้นเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ CCAP คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz , LINE ID: @helloccap , เบอร์โทร: 092-256-6801

สแกน QR Code เพื่อเพิ่มเพื่อน CCAP ได้เลย

Reference Link

หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า “หนี้สิน” อาจรู้สึกกดดันหรือเครียด แต่ความจริงแล้ว “หนี้” ไม่ได้เป็นเรื่องแย่เสมอไป หากรู้จักวางแผนและบริหารจัดการอย่างถูกวิธี คุณก็สามารถใช้สินเชื่อให้เป็นประโยชน์ โดยไม่กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินในชีวิตประจำวัน

CCAP อยากชวนมนุษย์เงินเดือนมาทำความเข้าใจวิธีรับมือและพิชิตหนี้อย่างมีระบบ เริ่มจากการรู้จักความแตกต่างระหว่าง “หนี้ดี” และ “หนี้ที่ควรหลีกเลี่ยง” เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและมั่นใจก่อนกู้ทุกครั้ง ว่าหนี้ที่คุณเลือกนั้นจะช่วยเสริม ไม่ใช่ถ่วงทางการเงินของคุณ

หนี้ดี vs หนี้ที่ควรหลีกเลี่ยง

หนี้ดี (Good Debt) คือ ภาระหนี้ที่เมื่อคุณนำเงินที่กู้มาใช้แล้ว จะช่วย “เพิ่มมูลค่า” หรือ “สร้างรายได้” ให้กับคุณในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพของตัวเอง สร้างโอกาสทางอาชีพ หรือสร้างสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเวลาจุดสำคัญของหนี้ดี คือ ผลประโยชน์ที่ได้รับในระยะยาวมีมูลค่ามากกว่าดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายคืน ทำให้หนี้ประเภทนี้เปรียบเสมือน “เครื่องมือทางการเงิน” ไม่ใช่ภาระ ตัวอย่างของหนี้ดี เช่น

  1. หนี้เพื่อการศึกษา
    • ลงทุนในความรู้และทักษะ เช่น ปริญญา โท, คอร์สพัฒนาวิชาชีพ, อบรมเฉพาะทาง
    • เมื่อเรียนจบ มีโอกาสเพิ่มรายได้ เลื่อนตำแหน่ง หรือเปลี่ยนอาชีพที่มีรายได้สูงกว่าเดิม
  2. หนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย
    • บ้านหรือคอนโดเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในระยะยาว
    • เมื่อผ่อนหมด เป็นเจ้าของเต็มตัว ลดค่าใช้จ่ายค่าเช่า และอาจขายต่อหรือปล่อยเช่าได้กำไร
  3. หนี้เพื่อสร้างธุรกิจหรือประกอบอาชีพ
    • เช่น ซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ หรือทุนเริ่มต้นธุรกิจ
    • สร้างรายได้เพิ่ม และมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในอนาคต

หนี้ที่ควรหลีกเลี่ยง (Bad Debt) หรือหนี้ที่พึงระวัง หมายถึง ภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการเงินในระยะยาว ไม่สามารถสร้างรายได้หรือเพิ่มมูลค่าให้กับคุณได้ และมักเป็นสาเหตุของปัญหาทางการเงิน เช่น ขาดสภาพคล่อง ขาดความสามารถในการผ่อนชำระ หรือเกิดภาระหนี้สินที่ไม่จำเป็น

หนี้ประเภทนี้อาจทำให้คุณรู้สึกเครียด มีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นโดยไม่คุ้มค่า และอาจกระทบต่อเป้าหมายทางการเงินในอนาคต ตัวอย่างหนี้ที่พึงระวัง

  1. เป็นหนี้โดยไม่คิด
    • บ่อยครั้งที่คำว่า “ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง” ทำให้มนุษย์เงินเดือนหลายคนตัดสินใจซื้อของโดยไม่วางแผนล่วงหน้า
    • ซื้อของโดยไม่ได้ถามตัวเองว่า “จำเป็นจริงหรือ?” อาจนำไปสู่การเป็นหนี้โดยไม่จำเป็น และต้องเสียเงินก้อนโตเพื่อผ่อนชำระ
    • หากสินค้านั้นจำเป็นจริง ควรวางแผนการผ่อนชำระอย่างรอบคอบ ตรวจสอบรายรับรายจ่ายให้มั่นใจก่อนซื้อ
  2. หนี้ตามเทรนด์และแฟชั่น
    • การซื้อสินค้าตามกระแส เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุด เสื้อผ้าแฟชั่น หรือของใช้ที่เพิ่งออกใหม่ โดยไม่ได้คำนึงถึงความจำเป็นและความสามารถในการชำระเงิน
    • การซื้อเกินความจำเป็นหรือเกินกำลังมักส่งผลให้ต้องแบกรับภาระหนี้มากกว่าที่ควร
  3. หนี้ที่เกิดจากการขาดการวางแผนทางการเงิน
    • เช่น การใช้บัตรเครดิตโดยไม่มีการควบคุมวงเงิน หรือจ่ายขั้นต่ำเป็นเวลานาน ทำให้ดอกเบี้ยทบต้นสูงขึ้น
    • การกู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือใช้จ่ายเกินรายได้

5 เทคนิคบริหารหนี้อย่างมือโปร สำหรับมนุษย์เงินเดือน

ถ้าไม่อยากให้ภาระหนี้หนักเกินไปจนกระทบชีวิตประจำวัน CCAP มีเคล็ดลับง่าย ๆ มาฝาก สิ่งสำคัญที่สุดคือควรรักษาสัดส่วนการผ่อนชำระหนี้ไม่ให้เกิน 45% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อป้องกันการผ่อนไม่ไหวและรักษาสภาพคล่องทางการเงิน นอกจากนี้ ก่อนจะขอสินเชื่อหรือมีหนี้ ควรวางแผนอย่างรอบคอบโดยพิจารณาเรื่องต่อไปนี้

  1. ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ – คำนวณรายรับ-รายจ่าย และเงินเหลือใช้ต่อเดือนให้ชัดเจน เพื่อรู้ว่าคุณสามารถรับภาระผ่อนชำระในอัตราดอกเบี้ยเท่าไรได้โดยไม่กระทบค่าใช้จ่ายจำเป็น
  2. ศึกษาประเภทของสินเชื่อ – สินเชื่อมีหลากหลายประเภทและวัตถุประสงค์ต่างกัน ควรทำความเข้าใจรายละเอียดและเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย รวมถึงค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ก่อนตัดสินใจสมัคร
  3. ทำความเข้าใจอัตราดอกเบี้ยและวิธีคิดดอกเบี้ย – ศึกษาอัตราดอกเบี้ยและวิธีคิด เช่น ดอกเบี้ยคงที่ หรือดอกเบี้ยลดต้นลดดอก เพื่อเลือกสินเชื่อที่เหมาะกับสถานการณ์และรายได้ของคุณ เช่น หากมีรายได้พิเศษ ควรเลือกวิธีผ่อนที่ช่วยให้โปะหนี้ได้เร็วขึ้น
  4. วางแผนระยะเวลาผ่อนชำระ – การกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระที่เหมาะสมสำคัญต่อสภาพคล่องทางการเงิน วางแผนล่วงหน้าว่าจะผ่อนจำนวนเท่าไร ใช้เวลานานแค่ไหน เพื่อปิดยอดหนี้และวางแผนการเงินระยะยาว
  5. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำลายเครดิต – หลีกเลี่ยงการผ่อนชำระล่าช้าหรือผิดนัด เพราะข้อมูลนี้จะถูกบันทึกในเครดิตของคุณ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการขอสินเชื่อในอนาคต และที่สำคัญสำหรับมนุษย์เงินเดือน คือหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้นอกระบบเพราะแม้กู้ง่ายได้เงินเร็ว แต่ดอกเบี้ยสูงผิดกฎหมายและไม่มีทางขอไกล่เกลี่ยเมื่อเกิดปัญหา

เมื่อติดหนี้ การเงินสะดุด…ทำอย่างไรให้รอด?

เมื่อมนุษย์เงินเดือนต้องเจอกับปัญหาการเงินติดขัด และยังต้องรับผิดชอบภาระหนี้ที่ต้องชำระ การจัดการอย่างถูกวิธีจะช่วยให้คุณผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างมั่นคง CCAP มีเคล็ดลับดี ๆ มาแบ่งปันเพื่อช่วยคุณหาทางออก

  1. สำรวจพฤติกรรมการใช้เงิน เริ่มต้นด้วยการจดบันทึกรายรับและรายจ่ายในแต่ละวัน เพื่อเข้าใจว่าเงินของคุณไหลไปที่ไหนบ้าง
    • หาสาเหตุที่ทำให้การเงินสะดุด
    • ใช้ข้อมูลนี้วางแผนการเงินให้รัดกุมขึ้นในอนาคต
  2. หยุดก่อหนี้เพิ่ม เมื่อเจอปัญหาการเงิน การเพิ่มหนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดี
    • หลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิตหรือกู้ยืมเงินเพิ่ม
    • มุ่งเน้นที่การลดภาระหนี้เดิมก่อน เพื่อหยุดวงจรหนี้ที่ไม่สิ้นสุด
  3. พิจารณารวบรวมหนี้ (Debt Consolidation) ถ้าคุณมีหลายก้อนหนี้และผ่อนแทบไม่ไหว การรวมหนี้เป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่างวดได้
    • รวมยอดหนี้หลายก้อนเป็นก้อนเดียว
    • ผ่อนชำระในอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาที่เหมาะสมกว่า
    • ช่วยให้บริหารจัดการง่ายขึ้นและลดความเครียดทางการเงิน
  4. เจรจาปรับเงื่อนไขหนี้กับเจ้าหนี้ หากสถานการณ์ตึงตัว ควรติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ เช่น
    • ขยายระยะเวลาผ่อนชำระ
    • ลดอัตราดอกเบี้ย
    • หรือพักชำระบางงวด
  5. หารายได้เสริมและปรับพฤติกรรมการเงิน เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
    • หาโอกาสหารายได้เสริมที่เหมาะสมกับเวลาของคุณ
    • ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง
    • วางแผนการเงินใหม่ให้สอดคล้องกับรายได้และภาระหนี้

รวบหนี้ก้อนเดียว จัดการง่าย ลดดอกเบี้ยได้จริง

การรวบหนี้ (Debt Consolidation) คือการนำหนี้หลายก้อน เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ หรือหนี้บัตรเครดิต มารวมเป็นก้อนเดียว เพื่อให้จ่ายค่างวดเพียงครั้งเดียวต่อเดือน ลดความยุ่งยากในการจัดการ และช่วยให้ควบคุมการเงินได้ง่ายขึ้น

วิธีการคือ นำทรัพย์สิน เช่น บ้าน หรือรถยนต์ มาใช้เป็นหลักประกันขอสินเชื่อจากธนาคาร เพื่อนำเงินที่ได้ไปปิดหนี้เดิมทั้งหมด ในระหว่างนั้นคุณยังคงเป็นเจ้าของและสามารถใช้ทรัพย์สินได้ตามปกติ ซึ่งข้อดีของการรวบหนี้ นั้นมีหลายอย่างช่วยจ่ายหนี้เพียงก้อนเดียวได้ ไม่ต้องมาวุ่นวายกับหลายเจ้าหนี้ ทำให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน ซึ่งทำให้การเงินกลับมามีสภาพคล่องและจัดการได้ง่ายขึ้น ถ้าเริ่มลงมือวันนี้ เพื่ออนาคตทางการเงินที่มั่นคงและสบายใจกว่าเดิม

ดังนั้น หนี้มีทั้งแบบดีที่ช่วยสร้างรายได้และโอกาสในอนาคต เช่น หนี้เพื่อการศึกษา บ้าน หรืออาชีพ และแบบที่ควรระวังอย่างหนี้ฟุ่มเฟือยที่ไม่ก่อประโยชน์ การจัดการหนี้ให้ไม่เกิน 45% ของรายได้และวางแผนก่อนกู้ด้วยการศึกษาประเภทสินเชื่อ ดอกเบี้ย และระยะเวลาผ่อนจะช่วยลดความเสี่ยง หากการเงินเริ่มตึงควรหยุดสร้างหนี้เพิ่มและใช้วิธีรวบหนี้เพื่อลดดอกเบี้ยและผ่อนง่ายขึ้น ทำให้การเงินกลับมามีสภาพคล่องและมั่นคงในระยะยาว

หากต้องการปรึกษาบริการสินเชื่อติดต่อ CCAP สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz , LINE ID: @helloccap , เบอร์โทร: 092-256-6801

สแกน QR Code เพื่อเพิ่มเพื่อน CCAP ได้เลย

Reference Link

สำหรับผู้ประกอบการ SME ขนาดเล็ก ปัญหาในการกู้เงินมักไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของโครงการ แต่เกิดจากความกังวลใจว่าจะ “กู้ไม่ผ่าน” หรือถูกมองว่า “กู้ยาก” มากกว่า การยื่นกู้ให้สำเร็จจึงต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงิน หรือผู้ให้กู้มั่นใจว่าเรามีศักยภาพในการชำระหนี้คืนได้ตรงเวลาได้หรือไม่

ฉะนั้น เพื่อช่วยลดความกังวลและเพิ่มโอกาสในการอนุมัติ วันนี้เรามี 4 เทคนิคการเตรียมตัวก่อนกู้สินเชื่อ ที่จะช่วยให้ขั้นตอนการพิจารณาง่ายขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้มากกว่าเดิม

เตรียมแผนธุรกิจก่อนยื่นกู้

ก่อนยื่นกู้สินเชื่อ SME สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน ผู้ประกอบการต้องสามารถอธิบายให้สถาบันการเงินเข้าใจได้ว่าต้องการกู้เงินจำนวนเท่าไร แล้วเงินกู้ที่นำไปใช้มีเพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น ขยายธุรกิจ หรือนำไปใช้หมุนเวียนในกิจการ และมีวิธีการบริหารรายได้ กระแสเงินสดอย่างไร เพื่อให้สามารถชำระหนี้คืนได้ตรงตามกำหนด

ดังนั้น การเตรียมข้อมูลเหล่านี้อย่างครบถ้วน ไม่เพียงช่วยลดข้อสงสัยของสถาบันทางการเงิน แต่ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น

4 เคล็ดลับเตรียมตัวก่อนกู้สินเชื่อ เพิ่มโอกาสอนุมัติผ่านง่าย

  1. เดินบัญชีธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ
    • สิ่งที่ธนาคารหรือผู้ให้กู้ต้องการเห็น คือการเดินบัญชีที่สะท้อนรายรับ–รายจ่ายของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง หากมีการเดินบัญชีธุรกิจทุกเดือนเป็นประจำ จะช่วยยืนยันถึงความมีวินัยทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการได้รับการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น
  2. รักษาเครดิตทางการเงิน
    • เครดิตที่ดีคือปัจจัยสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้กู้ ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้เกิดหนี้ค้างชำระ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินส่วนบุคคลหรือธุรกิจ เพราะข้อมูลเครดิตเหล่านี้จะถูกนำมาพิจารณาโดยตรงและสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการทางการเงินของผู้กู้
  3. เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน
    • เอกสารประกอบการกู้ถือเป็นหัวใจสำคัญ ควรเตรียมให้พร้อมทั้งเอกสารส่วนบุคคล (บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เอกสารการเปลี่ยน ชื่อ–นามสกุล หรือการสมรส) และเอกสารทางการเงิน เช่น หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชีอย่างน้อย 3–6 เดือน การจัดเตรียมเอกสารครบถ้วนจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาเร็วขึ้น
  4. จัดเตรียมหลักประกันที่เหมาะสม
    • การมีหลักประกันเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ให้กู้ ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก พันธบัตร ตั๋วเงิน หุ้นกู้ หรืออสังหาริมทรัพย์ หลักประกันเหล่านี้จะทำให้ธนาคารมั่นใจว่า หากผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ให้กู้ยังมีทางเลือกในการชดเชยความเสี่ยง เช่น การนำหลักทรัพย์ไปขายทอดตลาดหรือให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทน

ดังนั้น การขอสินเชื่อ SME จะง่ายขึ้นหากผู้ประกอบการเตรียมตัวอย่างรอบคอบ เริ่มจากวางแผนธุรกิจชัดเจน ทั้งจำนวนเงินที่ต้องการกู้และวัตถุประสงค์การใช้เงินเดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสะท้อนถึงรายรับ–รายจ่าย และความน่าเชื่อถือ

รักษาเครดิตให้ดี ไม่ปล่อยให้เกิดหนี้ค้างชำระ จัดเตรียมเอกสารทางการเงินและเอกสารส่วนบุคคลให้ครบถ้วนมีหลักประกันที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงในการปล่อยกู้ เลือกสถาบันการเงินที่มีเงื่อนไขเหมาะสมและเข้าใจธุรกิจทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มโอกาสให้สินเชื่อได้รับการอนุมัติง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนได้เร็วและมั่นใจมากขึ้นเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ CCAP คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz , LINE ID: @helloccap , เบอร์โทร: 092-256-6801

สแกน QR Code เพื่อเพิ่มเพื่อน CCAP ได้เลย

Reference Link

ในโลกยุคใหม่ที่สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน รายจ่ายในชีวิตประจำวันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่รายได้ของประชาชนทั่วไปกลับไม่ได้เพิ่มตาม การกู้ยืมเงินจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่หลายคนจำเป็นต้องพึ่งพา โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในครอบครัว หรือแม้แต่เงินลงทุนในธุรกิจ

แต่การกู้เงินนั้นมี “สองด้าน” ด้านหนึ่งอาจช่วยให้รอดพ้นจากปัญหาเฉพาะหน้า แต่อีกด้านหนึ่ง หากกู้โดยไม่มีการวางแผนและไม่เข้าใจต้นทุนที่แท้จริง ก็อาจนำไปสู่ภาวะหนี้ท่วมหัว และในที่สุดอาจกลายเป็น “หนี้เสีย” (Non-Performing Loan หรือ NPL) ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งตัวผู้กู้ ครอบครัว และระบบเศรษฐกิจโดยรวม

รายงานจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง “แนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน” เผยให้เห็นว่า หนี้ครัวเรือนของคนไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกและซับซ้อน โดยมีข้อเท็จจริง 8 ประการเกี่ยวกับ พฤติกรรมหนี้ของคนไทยที่ควรตระหนักสรุปได้ดังนี้

กู้เงินโดยขาดข้อมูลที่ถูกต้อง

ลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน เช่น อัตราดอกเบี้ยจริง วิธีการคำนวณดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมแฝง สถาบันการเงินบางแห่งเสนอโปรโมชั่นผ่อนน้อย แต่ไม่แจ้งว่าต้องผ่อนนานขึ้นหลายปี หรือไม่ได้บอกถึงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) ซึ่งอาจสูงกว่าที่คิดไว้มาก

ไม่มีเงินออมเผื่อเหตุฉุกเฉิน

กว่า 62% ของครัวเรือนไทยไม่มีเงินสำรองเลย หากรายได้ลดลงเพียง 20% ก็จะไม่มีเงินพอชำระหนี้รายเดือน ต้องกู้เพิ่มจากแหล่งอื่นเพื่อดำรงชีวิต กลายเป็นหนี้ซ้อนหนี้ และเพิ่มความเสี่ยงทางการเงิน

ผ่อนหนี้ระยะยาวเกินความจำเป็น

ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงมีภาระหนี้ โดยเฉพาะหนี้จากสินเชื่อบัตรเครดิตที่เลือกจ่ายขั้นต่ำเท่านั้น ทำให้หนี้ไม่หมดเสียที และต้องเสียดอกเบี้ยสะสมเป็นจำนวนมาก

การเติบโตของหนี้

หนี้เรื้อรังแม้เข้าสู่กระบวนการศาล เกือบ 20% ของบัญชีหนี้เสียถูกฟ้องร้อง และในคดีเหล่านี้ 1 ใน 3 มีการยึดทรัพย์และขายทอดตลาดแล้ว แต่ยังไม่สามารถปิดหนี้ได้

หนี้นอกระบบยังแพร่หลาย จากการสำรวจ พบว่า 42% ของผู้ขอรับการช่วยเหลือมีหนี้นอกระบบเฉลี่ย 54,300 บาทต่อคน สาเหตุหลักคือเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ ถูกปฏิเสธสินเชื่อ หรือเลือกกู้นอกระบบเพราะได้เงินเร็ว

คนรุ่นใหม่เริ่มเป็นหนี้เร็ว กลุ่มอายุ 25–29 ปี เกินครึ่งเป็นหนี้ และ 1 ใน 4 ของกลุ่มนี้เป็นหนี้เสีย สะท้อนว่าความรู้ทางการเงินยังไม่แพร่หลายพอในหมู่วัยทำงานเริ่มต้น

ภาระหนี้เกินศักยภาพทางรายได้ เกือบ 30% ของผู้ใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคล มีหนี้มากกว่า 4 บัญชี โดยวงเงินรวมสูงกว่ารายได้ถึง 10–25 เท่า ส่งผลให้ต้องใช้เงินเดือนมากกว่าครึ่งเพื่อจ่ายหนี้

ก่อนจะกู้ ต้องรู้ เท่าไหร่ถึงจะไม่เกินตัว

การกู้เงินอย่างไม่เกินตัวไม่ได้หมายถึงการกู้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่หมายถึง “การกู้ในปริมาณที่เหมาะสม สอดคล้องกับความจำเป็น และสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองโดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิตหรือกระแสเงินสดของกิจการ” ดังนั้น ก่อนตัดสินใจกู้เงินทุกครั้ง ควรพิจารณาอย่างรอบด้านในประเด็นต่อไปนี้

กู้ไปเพื่ออะไร? ควรเลือกวงเงินประเภทไหนให้เหมาะกับเป้าหมาย

วัตถุประสงค์ของการกู้เงินมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่า ควรเลือกสินเชื่อประเภทใด และมีโครงสร้างการผ่อนชำระอย่างไรให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งาน เช่น

ควรกู้ “เท่าที่จำเป็น” อย่ากู้เกิน แม้มีศักยภาพผ่อนชำระ

หลายคนคิดว่า หากสถาบันทางการเงินอนุมัติวงเงินสูง ก็ควรกู้ให้เต็มวงเงินไว้ก่อนเพื่อความอุ่นใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การกู้มากเกินจำเป็น ไม่เพียงทำให้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือไม่?

ผู้กู้จำนวนไม่น้อยมักเลือกสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน เพราะมองว่าสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องจัดเตรียมเอกสารหรือทรัพย์สินเพิ่มเติมในการยื่นคำขอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มักถูกมองข้าม คือ อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทนี้มักสูงกว่าสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น หากผู้กู้ มีทรัพย์สินที่สามารถใช้เป็นหลักประกันได้ เช่น ที่ดิน อาคาร หรือรถยนต์ ควรพิจารณานำมาใช้ในการขอกู้ เพราะจะช่วยให้ได้วงเงินอนุมัติที่สูงขึ้น เสียดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลง และมีโอกาสได้รับการอนุมัติง่ายขึ้นในบางกรณี ดังนั้น การเลือกใช้สินเชื่ออย่างเหมาะสมกับสถานะและทรัพย์สินที่มี จะช่วยให้คุณลดต้นทุนทางการเงินและบริหารหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ภาระผ่อนชำระในปัจจุบันมากเกินไปหรือไม่?

ก่อนตัดสินใจกู้เงินเพิ่มเติม ควรตรวจสอบภาระหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบันว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ โดยหลักการทั่วไป แนะนำว่า “ภาระผ่อนชำระทั้งหมดต่อเดือนไม่ควรเกิน 50% ของรายได้รวม” ตัวอย่างเช่น หากมีรายได้ประจำเดือนละ 20,000 บาท ภาระผ่อนชำระในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 10,000 บาท หากเกินกว่านี้ ถือว่าเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินตัว

ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางการเงินในอนาคต เช่น ชำระหนี้ล่าช้า ถูกปรับดอกเบี้ย หรือเสียประวัติเครดิตด้วย ฉะนั้น การประเมินภาระหนี้ที่แท้จริงของตนเองจึงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนตัดสินใจกู้เงินใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่า การผ่อนชำระยังอยู่ในขอบเขตที่รับไหว และไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน

ดังนั้น การกู้เงินอย่างมีวินัยและรู้เท่าทันความสามารถทางการเงินของตนเอง คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การเป็นหนี้ “ไม่เกินตัว” และสามารถเปลี่ยนหนี้สินให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายในชีวิตหรือธุรกิจ

ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนกู้เงินทุกครั้ง อย่าลืมถามตัวเองว่า กู้ไปทำอะไร? กู้เท่าไหร่ถึงพอดี? มีทรัพย์สินค้ำประกันหรือไม่? ภาระหนี้ที่มีอยู่มากเกินไปหรือยัง? หากสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนและมั่นใจ ก็สามารถกู้เงิน

ได้อย่างมีสติและมั่นคง ไม่เป็นภาระเกินตัวในระยะยาว หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ CCAP คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz
LINE ID: @helloccap
เบอร์โทร: 092-256-6801

สแกน QR Code เพื่อเพิ่มเพื่อน CCAP ได้เลย

Reference Link

© สงวนลิขสิทธิ์ 2565 เจริญสิน แคปปิตอล จำกัด
CALL CENTER  02 120 6624
phone-handset